วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

เด็กเครียด เสี่ยงเป็นหอบหืด


ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเผย เด็กที่มีความทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ จากการถูกทารุณกรรมทางร่างกาย การสูญเสียพ่อแม่ วิตกกังวลหรืออยู่ในภาวะซึมเศร้า ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น

ศาสตราจารย์เคท เอม.สก็อต ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ วิทยาลัยการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยโอทาโก้ ประเทศนิวซีแลนด์ ศึกษาจากข้อมูลสุขภาพจิตของผู้ใหญ่กว่า 18,000 คนในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ระหว่างปี 2001-2004 พบว่าประสบการณ์ความทุกข์ในวัยเด็ก เช่น การถูกทารุณกรรมทางร่างกายหรือทางเพศ ถูกทอดทิ้ง สูญเสียพ่อแม่จากการเสียชีวิตหรือหย่าร้าง พ่อแม่ใช้สารเสพติดหรือมีพฤติกรรมก่อความรุนแรงในครอบครัวและปัญหาด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในเด็กต่อการเป็นโรคหอบหืดระยะแรก นอกจากนี้ ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในวัยเด็กอาจเป็นสาเหตุให้โรคหอบหืดมีอาการที่รุนแรงขึ้นในช่วงวัยที่โตขึ้นด้วย

‘ออกซิเจนบำบัด’ ช่วยเด็กออทิสติกได้...!


จากการวิจัยเบื้องต้นของ ดร.แดน รอสซิคน็อล จากศูนย์พัฒนาเด็กระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกา พบว่าเมื่อให้เด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติกอายุ 2 - 7 ขวบ จำนวน 62 คน เข้ารับการรักษาด้วยเครื่องออกซิเจนบำบัดความกดบรรยากาศสูง เป็นเวลา 1 เดือน รวม 40 ชั่วโมง แล้วสุ่มเลือกเด็กกลุ่มหนึ่ง ให้ได้รับออกซิเจนความเข้มข้นร้อยละ 24 ภายใต้ความกดบรรยากาศ 1.3 เอทีเอ็ม โดยที่เด็กอีกกลุ่มได้รับออกซิเจนปกติภายใต้ความกดบรรยากาศ  1.03 เอทีเอ็ม ผลคือเด็กกลุ่มแรกร้อยละ 80 มีพัฒนาการดีขึ้น และร้อยละ 30 ของในจำนวนนี้ มีพัฒนาการขั้นดีมาก ทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม การสบตา การรับรู้ภาษา ระบบประสาทสัมผัสและการรับรู้ทั่วไป เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มหลังที่พัฒนาการดีขึ้นร้อยละ 38 และขั้นดีมากเพียงร้อยละ 8 

ดร.รอสซิคน็อล กล่าวว่า เครื่องออกซิเจนบำบัดความกดบรรยากาศสูงมีราคา 14,000-17,000 ดอลลาร์ เริ่มเป็นที่นิยมในสหรัฐฯ ในกลุ่มที่ผู้ปกครองมีกำลังซื้อ ซึ่งเมื่อได้ศึกษาเพิ่มเติมและลองใช้กับลูกชาย 2 คนที่เป็นออทิสติกพบว่าลูกมีพฤติกรรมและพัฒนาการดีขึ้นหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีนี้ จึงคาดว่าเป็นเพราะออกซิเจนสามารถช่วยลดอาการอักเสบได้และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อสมองมากขึ้น ซึ่งต้องทดลองต่อไปว่าวิธีนี้จะให้ผลรักษาระยะยาวได้ดีเพียงใดและเด็กออทิสติกมีอาการตอบสนองดีขึ้นหรือไม่เพราะวิธีนี้เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง


ส่วนนายริชาร์ด มิลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมูลนิธิวิจัยออทิสซึมในประเทศอังกฤษ กล่าวว่าการใช้เครื่องออกซิเจนบำบัดความกดบรรยากาศสูงจะใช้ในการรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น ทารกผิดปกติ   ตั้งแต่กำเนิดเพราะมารดาดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ สมองพิการ แต่ยังไม่เคยทดลองว่าให้ผลต่อโรคออทิสซึมได้ดีอย่างไร ด้านศาสตราจารย์ฟิลลิป เจมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาด้วยความกดบรรยากาศสูง ในสก็อตแลนด์ ชี้ว่าความกดบรรยากาศที่ใช้ในการทดลองไม่ต่างจากความกดบรรยากาศที่ใช้ใน ห้องโดยสารภายในเครื่องบินขณะอยู่บนพื้นแต่วิธีนี้ ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคนเสมอไป เพราะออกซิเจน มีผลต่อการควบคุมยีนและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ฉลาด สดใส แข็งแรง



เป็นที่ทราบกันดีว่าการเลี้ยงลูกรักในช่วงประถมวัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเด็กในวัยนี้มีกิจกรรมให้ทำมากกว่าเด็กทารกและเด็กก่อนวัยเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การบ้าน กีฬา รวมไปถึงกิจกรรมเสริมนอกหลักสูตรต่างๆ นอกจากนี้ เด็กในวัยซนนี้ก็ต่างไปจากลูกๆ ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น เพราะวัยนี้กำลังอยู่ในวัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ และเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงต้องการทำอะไรด้วยตนเอง ดังนั้น จึงต้องการการดูแลและคำแนะนำสั่งสอนจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา


สำหรับเด็กในวัยเรียนอายุระหว่าง 6-12 ปี ควรได้รับการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ซึ่งจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตทั้งแก่ตัวเด็กเองและพ่อแม่ เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ฉลาด สดใสสมวัย พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กวัยเรียนมี 7 อุปนิสัยที่ดี ดังนี้


1.รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์
พ่อแม่ควรพยายามกระตุ้นให้ลูกๆ รับประทานอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ เจริญอาหาร และให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและสมดุล ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไม่ครบมื้อ โดยเฉพาะการงดอาหารเช้า เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวัน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มพลังงานและสารอาหารให้แก่ร่างกาย และยังช่วยให้เด็กมีความสามารถในเรียนหนังสือได้ดียิ่งขึ้น


นอกจากนี้ พ่อแม่ยังสามารถปลูกฝังนิสัยเลือกรับประทานเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ด้วยการควบคุมการรับประทานของหวานและอาหารทอด เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันและโซเดียมสูง โดยแนะนำให้ลูกรักรู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประเภทโฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ด อย่างเช่น อาหารเช้าซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรน เพียงหนึ่งชามในตอนเช้าก็ช่วยเติมพลังงานและพร้อมเรียนรู้อย่างมีสมาธิ จากผลการศึกษาของเนสท์เล่ พบว่าการรับประทานโกโก้ ครั้นช์ โฮลเกรน ซีเรียล หนึ่งถ้วยผสมกับนม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับแอปเปิ้ลเพียง 1 ผล และน้อยกว่าขนมปังปิ้งทาแยม 2 แผ่น ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่หลายคนชอบบริโภค


ส่วนปริมาณไขมัน โกโก้ ครั้นช์ โฮลเกรน ซีเรียล มีเพียงแค่ 6 กรัม ซึ่งน้อยกว่าการบริโภคข้าวผัด ไส้กรอก และไข่ดาว ที่มีปริมาณไขมันถึง 21.6 กรัม และมีไขมันต่ำกว่าการบริโภคก๋วยเตี๋ยว หรือเบคอน 3 ชิ้น หรือแม้แต่โดนัท 1 ชิ้น อีกทั้งยังมีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าซาลาเปาหมูสับ
1 ลูก และขนมปังทาเนย 1 แผ่นอีกด้วย


ในแต่ละวันเด็กในวัยเรียนควรได้รับประทานผักผลไม้ประเภทต่างๆ รวมถึงโฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งผ่านการขัดสีน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นไฟโตนิว เตรียนท์ และใยอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งใยอาหารนี่เองที่จะช่วยป้องกันอาการท้องผูกและช่วยควบคุมน้ำหนักตัว พร้อมกันนั้น พ่อแม่ก็ควรอธิบายให้เด็กๆ เข้าใจถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เพื่อให้ลูกรักสามารถเลือกซื้ออาหาร
ที่โรงเรียนได้อย่างชาญฉลาด


2.ดื่มน้ำเป็นประจำ
เด็กๆ มักจะลืมดื่มน้ำ ประกอบกับขนาดร่างกายที่ยังเล็กอยู่ทำให้เด็กๆ เกิดอาการขาดน้ำได้ง่าย ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย อิดโรย และท้องผูก ร่างกายของเด็กจำเป็นต้องได้รับน้ำเพื่อที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยร่างกายทำงานได้เป็นปกติ จำไว้ว่าควรให้เด็กจิบน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนชื้น และอย่ารอจนกระทั่งรู้สึกกระหายจึงดื่มน้ำ


3.ขยันเคลื่อนไหว
เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น ดูโทรทัศน์ และ เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนได้ พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กเล่นกิจกรรมที่สร้างความกระฉับกระเฉงและมีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเล่นเกมส์กีฬากลางแจ้ง โดยลองให้วัยซนของคุณได้ออกแรงสนุกไปกับกิจกรรมโปรดเพื่อการออกกำลังกายสัก 20 นาทีต่อวัน


4.พิชิตความเครียดอย่างเหมาะสม
อย่าคิดว่าเด็กวัยเรียนจะไม่ต้องกังวลกับอะไร พวกเขาอาจเผชิญกับความเครียดได้เช่นกัน ทั้งการเรียนที่โรงเรียน การบ้าน การสอบ แม้กระทั่งความกดดันจากความคาดหวังในตัวพวกเขาจากคุณพ่อคุณแม่ หรือความต้องการเอาชนะเพื่อนๆ นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมก็มีส่วนส่งผลให้เกิดความเครียดได้ เช่น เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะถกเถียงกัน เมื่อโดนเพื่อนจอมเกเรกลั่นแกล้งหรือเมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กไม่ปกติ และความเครียดนี่เองที่จะเป็นตัวการทำร้ายสุขภาพของลูกๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ฉะนั้น พ่อแม่ควรแนะนำให้ลูกรักเรียนรู้วิธีกำจัดความเครียดที่เหมาะสม เช่น การฟังเพลง วาดรูประบายสี เดินเล่นและการพูดคุยปรึกษากัน


5.นอนหลับให้เพียงพอ
เมื่อจอมซนต้องเผชิญกับกิจกรรมต่างๆ มาทั้งวัน ควรให้พวกเขาได้นอนหลับสนิทเพื่อเป็นการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เป็นการชาร์ตพลังกายและคืนความสดชื่นแจ่มใสในรุ่งเช้าวันใหม่ เด็กที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะเรียนได้ไม่ค่อยดี ไม่มีสมาธิ และส่งผลต่ออารมณ์ทำให้หงุดหงิดง่าย สำหรับการนอนหลับนั้นจะช่วยให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ เนื่องจากระหว่างนอนหลับฮอร์โมนที่ใช้ในการเจริญเติบโตจะถูกปล่อยออกมา ดังนั้น เด็กๆ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงทุกคืน


6. กระตุ้นทักษะความคิดและสติปัญญา
สติปัญญาเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ อยากให้ลูกๆ ฉลาดต้องปล่อยให้พวกเขาได้คิดอย่างอิสระ ลองกระตุ้นให้เด็กๆ สนุกกับกิจกรรมที่เสริมสร้างการแสดงออก อาทิ การเล่นดนตรี งานเขียน ศิลปะ การฝึกพูดในที่สาธารณะ หรือให้พวกเขาได้ลองบอกเล่าถึงความใฝ่ฝันและความรู้สึกนึกคิดในเรื่องต่างๆ หรือไม่ก็ฝึกให้เขารักการอ่าน ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณเข้าใจชีวิตในหลากแง่มุมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ร่วมไปกับลูกเพื่อสร้างทักษะความรู้ความชำนาญในหลายๆ ด้าน เช่น ฝึกทำอาหารง่ายๆ ร่วมกับคุณแม่ ลองจัดสวนกับคุณปู่ หรือช่วยคุณพ่อซ่อมจักรยานเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากทุกกิจกรรมจะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ ทำให้พวกเขาเฉลียวฉลาดและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น


7. รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
ความสะอาดและสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องคู่กัน ดังนั้น พ่อแม่จึงควรดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยส่วนตัวของลูกในช่วงวัยเรียน และอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าการไม่ดูแลตนเองและรักษาความสะอาด อาจก่อให้เกิดโรคภัยได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขานั่นเอง พ่อแม่อาจจะช่วยแนะนำการรักษาความสะอาดเบื้องต้น เช่น การล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักเสร็จแล้ว เป็นต้น


ทั้งหมดนี้ก็เป็นอุปนิสัยทั้ง 7 และกลเม็ดเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูกรักวัยเรียน เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตอย่างแข็งแรง ฉลาด สดใสสมวัย



ข้อมูลจากเนสท์เล่ ซีเรียล โฮลเกรน

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิด

คุณกำลังมองหาของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิดหรือไม่ แต่ก็ยังไม่สามารถอันที่ต้องการได้ วิธีง่ายๆคือเข้าไปในห้างสรรพสินค้าในแผนกเด็กจะมีสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิดด้วย ถ้ายังไม่พบที่ต้องการสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิดคือ

• ผ้าอ้อม
• แชมพู, โลชั่น, ครีมอาบน้ำสำหรับเด็ก
• เทอร์โมมิเตอร์สำหรับเด็ก
• ชุดที่ตัดเล็บของเด็ก
• หวีและแปรง
• ผ้ากันเปื้อน
• ผ้าห่ม
• ผ้าขนหนู
• รองเท้าและถุงเท้า
• หมวก
• เสื้อผ้า
• กระเป๋าผ้าอ้อม
• หนังสือเด็ก
• ของเล่นเด็ก
• อัลบั้มรูปและกรอบรูป
• เช็คของขวัญ

พาลูกเดินไปโรงเรียนวันละนิด จิตแจ่มใส


สำหรับเด็ก ๆ ที่มีบ้านใกล้โรงเรียน หากมีโอกาสได้เดินไปโรงเรียนเอง หรือไปพร้อมผู้ปกครองก็คงเป็นประสบการณ์ที่ดีประสบการณ์หนึ่ง แถมการเดินไปโรงเรียนนั้นยังส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพของเด็ก และต่อจิตใจ โดยมีงานวิจัยระบุว่า การเดินไปโรงเรียนในตอนเช้านั้น จะช่วยลดความเครียดของเด็กลงได้ แถมยังช่วยในเรื่องการทำงานของหัวใจ-หลอดเลือดให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคยอดฮิตอย่างโรคหัวใจ หรือเส้นเลือดตีบในอนาคตได้

งานวิจัยนี้ทำขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยทีมวิจัยได้ทำการจำลองการเดินไปโรงเรียนของเด็กจำนวน 40 คน (เป็นชาย 20 คน และหญิง 20 คน โดยมีอายุระหว่าง 10 – 14 ปี) การทดลองได้กำหนดให้เด็กครึ่งหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ และเปิดสไลด์ภาพวิวสองข้างทางที่เด็กจะได้เห็นระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน ให้ดูเป็นเวลา 10 นาที กับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ทีมวิจัยให้เขาเดินบนเครื่องออกกำลังกาย สะพายกระเป๋านักเรียน และชมภาพสไลด์วิวนี้เช่นกัน
ผลปรากฏว่า อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และระดับความเครียดของเด็กกลุ่มที่สองอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าเด็กกลุ่มแรก
โทนี่ อาร์มสตรอง จาก Living Streets กล่าวว่า “การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมยังไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังดีสำหรับการเรียนรู้ของเด็กด้วย อีกทั้งยังเคยมีงานวิจัยที่ระบุว่า 9 ใน 10 ของคุณครูลงความเห็นว่า เด็กที่เดินมาโรงเรียนนั้นมีความตื่นตัว และสามารถเรียนรู้ได้ดีในชั้นเรียน”
อย่างไรก็ดี ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก การเดินไปโรงเรียนของเด็ก ๆ นั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความสะดวกสบายที่พ่อแม่และเด็กต้องการ จึงขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน หรือความไม่ปลอดภัยในชีวิตจากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจจ้องทำร้ายเด็กระหว่าง ทางไปโรงเรียน หรือกรณีที่เกิดกับประเทศไทยอีกกรณีหนึ่งก็คือ เด็กต้องไปเรียนโรงเรียนดัง ๆ แต่ไกลบ้าน ไม่สามารถเดินทางไปเองได้ จึงทำให้เด็กขาดประสบการณ์ในจุดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
สำหรับเด็กกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเดินไปโรงเรียน งานวิจัยนี้ก็ยังชี้ให้เห็นว่า หากเด็กมีโอกาสออกกำลังกาย (ไม่หนักมาก) ก่อนเข้าเรียนตอนเช้าก็เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของเด็ก และการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้เช่นกัน



ที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000111729

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โทรไปเดินไป...กระทบสันหลัง

       
      คุณสาวๆ women.mthai รู้กันบ้างมั้ยคะว่า ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดนิสัยเดินไปคุยโทรศัพท์ไป ควรเปลี่ยน
พฤติกรรมกันได้แล้วล่ะค่ะ เพราะมีผลจากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ในออสเตรเลีย ระบุว่าหากคุย
โทรศัพท์ขณะเดินอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

    
การทำวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยได้วัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลำตัว ซึ่งเป็นส่วนที่ปกป้องกระดูกสันหลังพบว่า กล้าม
เนื้อส่วนลำตัวจะทำงานได้อย่างเหมาะสมในคนที่เดินเฉยๆ แต่คนที่เดินไปคุยไปจะมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
บริเวณนี้น้อยกว่าปกติ และจะเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีในการ
สั่งงานของสมอง ที่กล้ามเนื้อจะมีหน้าที่หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และจะถูกสั่งการโดยสมองตามลำดับความ
สำคัญ



       ดังนั้น ขณะที่คุยโทรศัพท์และเดินในเวลาเดียวกัน สมองจะให้ความสำคัญกับการคุยโทรศัพท์มากกว่า ทำให้
เสี่ยงต่อการปวดหลังได้มากขึ้น นอกจากนั้นร่างกายของเรายังถูกออกแบบมาให้หายใจออกเวลาเท้าแตะพื้น ซึ่งจะ
เป็นการช่วยป้องกันการกระแทกของกระดูกสันหลัง ซึ่งเมื่อเราพูดและเดินไปพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้รูปแบบการหายใจ
นี้เสียส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเราได้

    
เพราะฉะนั้นแล้ว...คุณสาวๆ ทั้งหลายก็ควรเลือกว่าจะเดินหรือคุยโทรศัพท์กันแน่...เลือกเอาสักอย่างนะคะเพื่อ
ความปลอดภัยค่ะ


                                                                                                                     

ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร

           
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้ 
1.  รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
2.  อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
3.  หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
4.  หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่  และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
5.  ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู  แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ 
6.  รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
7.  หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
8.  สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก  อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว  หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ  ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ
            ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด  และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่  หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี   สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น